'Posted

ผู้เขียน หัวข้อ: "อนุสาวรีย์พระบรมรูปพระเจ้าตาก" ทำไมหางม้าต้องยกขึ้น  (อ่าน 1442 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ aquarious

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 3453
  • ความนิยม +5/-0
เปิดใจผู้ปั้น "อนุสาวรีย์พระบรมรูปพระเจ้าตาก" ทำไมหางม้าต้องยกขึ้น


ผลงานการออกแบบของ "อาจารย์ฝรั่ง" สุภาพบุรุษแห่งเมืองฟลอเรนซ์
 มีชื่อไทยว่า ศ.ศิลป์ พีระศรี ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากร




น่าแปลกไหม อนุสาวรีย์หล่อตั้งแต่ปี 2480 ยุคพระยาพหลพลพยุหเสนา แต่กว่าจะได้ติดตั้งต้องใช้เวลาต่อสู้กับกลุ่มอำมาตย์เก่าอยู่นานถึง 17 ปี มาสำเร็จเอาในปี พ.ศ.2497 ยุครัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม  และแม้จะทำพิธีเปิดอนุสาวรีย์อย่างเป็นทางการไปแล้ว แต่ก็ยังไม่วายถูกขุนนางผู้ดีในยุคนั้น ทั้งสายสถาปนิก นักวิจารณ์ศิลปะและสัตวแพทย์หลายท่านเอาชนะคะคานโจมตีในเรื่องไม่เป็นเรื่องของม้าทรง

เหตุเพราะม้ายืนตรง แต่กลับทำหางชี้สูงไม่ลู่ลง เหล่า "อีหลีด" โวยวายจนเป็นข่าวลงหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่งหลายฉบับว่า เป็นม้าที่ดูอุบาทว์ ประดักประเดิด สี่ขายืนสงบนิ่งไม่ได้ทำท่ากระโจนสักนิด แต่กลับยกหางสั่นเหมือนพวกขี้ครอกขึ้นวอ ท่าเช่นนี้เหมือนม้ากำลังจะขี้ (ขออภัย การตอบโต้ของอีหลีดยุคนั้นเขาใช้คำว่า"ขี้" ชัดเต็มปากเต็มคำ) อาจารย์ศิลป์โดนรุมประณามว่ามั่วนิ่มนั่งเทียนปั้น

อันที่จริงแล้ว มิใช่ว่าอาจารย์ศิลป์จักไม่รู้เรื่องการวิภาคของม้าเลย ตรงข้ามท่านให้ความสำคัญกับม้าทรงชิ้นนี้เสียยิ่งกว่างานปั้นชิ้นใด ๆ ถึงกับลงทุนปีนนั่งร้านที่มีความสูงกว่าสามเมตรขึ้นไปปรับแต่งแก้ไขปั้นดินจนถึงพอกปูนทุกขั้นตอนในโรหล่อ หลังจากที่ให้ลูกศิษย์ช่วยกันหล่อปั้นตามแบบแล้ว เป็นเหตุให้ท่านพลัดตกลงมาจากนั่งร้านจนแขนขาหัก ต้องเข้าเฝือกอยู่หลายเดือน

นอกจากนี้แล้ว อาจารย์ศิลป์ยั่งครุ่นคิดถึงเรื่องสายพันธุ์ของม้า ว่าควรเป็นชนิดใด ต้องไม่ใช่ม้าอาหรับ ม้าออสเตรเลียหรือม้านอร์แมน หากแต่ต้องเป็นม้าไทยเท่านั้น และเมื่อเป็นเป็นม้าไทย อาจารย์ศิลป์ก็ต้องกำหนดส่วนสัดให้แตกต่างไปจากม้าเทศที่เคยศึกษามาจากยุโรป

ปัญหาก็คือ พวกที่วิจารณ์นั้นคือกลุ่มผู้ลากมากดีสยามที่ดูถูกชาวจีนว่าเป็นต่างด้าว จึงจ้องแต่จะทับถมเกียรติภูมิของพระเจ้าตากสินผ่านการกดหางม้าทรงไว้ มิให้เผยอผยองพองขน อาจารย์ศิลป์จึงถูกบีบให้กลายเป็นหนังหน้าไฟไปโดยปริยาย

ความตั้งใจแรกของอาจารย์ศิลป์นั้น ท่านต้องการนิรมิตรม้าทรงของพระเจ้าตากในท่าผาดโผนโจนทะยานกำลังออกศึก เชื่อกันว่า หากไม่โดนกระแหนะกระแหน คอยจิกคอยตอดเป็นระยะ ๆ พระบรมราชานุสาวรีย์ของพระเจ้าตากสินนั้น คงจะต้องมีความงามสง่าสมชายชาติอาชาไนย ดุจเดียวกับอนุสายรีย์ของพระเจ้านโปเลียนมหาราชที่กรุงปารีส หรือไม่ก็ต้องละม้ายกับรูปม้าทรงของจักรพรรดิทราจันแห่งกรุงโรม ณ ประเทศอิตาลี แผ่นดินมาตุภูมิของอาจารย์ศิลป์โน่นเทียว

ข้อมูลที่ได้รับการเปิดเผยจากเอกสารต่างชาติก็คือ เมื่อครั้งที่มีการจ้างวานศิลปินชาวฝรั่งเศส หล่อพระบรมรูปทรงม้าของรัชกาลที่ 5 นั้น  ทางสยามต้องการให้ม้าทรงอยู่ในท่ายกขาหน้าเหมือนม้าของนโปเลียน แต่ทางโรงหล่อที่ยุโรปแย้งกลับมาว่า ท่าม้าเผ่นผยอง หรือยกขาหน้าตามธรรมเนียมสากลมีไว้สำหรับจักรพรรดิที่เป็นนักรบเท่านั้น

โรงหล่อกรุงปารีสมีความเห็นว่า รัชกาลที่ 5 ไม่ใช่กษัตรย์นักรบยกทัพทำสงครามด้วยพระองค์เอง จึงไม่อาจสร้างรูปทรงม้าในท่าเผ่นโผนตอบสนองความต้องการของผู้จ้างได้ จึงปั้นในท่าขี่ม้าสงบนิ่งตามที่เราเห็น


แต่สำหรับพระเจ้าตากสินมหาราช อาจารย์ศิลป์ ท่านเป็นคนยุโรป จึงย่อมเข้าใจเรื่องนี้ค่อนข้างดี เมื่อเริ่มต้นก็ได้ปั้นม้าผาดโผนโจนทะยานอย่างออกรสชาด แต่แล้วสุดท้ายอำนาจพิเศษบางอย่างได้เข้ามากำกับ ไม่ต้องการให้มหาราชพระองค์นี้ดูโดดเด่นเกินหน้าเกินตาพระบรมทรงม้าที่มีอยู่เดิม ทำให้ต้องแก้ไขพิมพ์เขียวของม้าทรงถึง 5 ครั้ง

เมื่อไม่สามารถบันดาลให้ม้าทรงยกขาหน้าได้ดังที่ควรจะเป็น อาจารย์ศิลป์จึงแอบซ่อนรหัสนัยไว้ที่หางของมันให้ชี้ตระหวัดขึ้น เป็นภาพของม้าที่อยู่ในอิริยาบถเคร่งเครียด พร้อมที่จะออกวิ่งทะยานอยู่ทุกขณะ รอแต่ว่าเมื่อไหร่องค์จอมทัพจักกระชับบังเหียนให้สัญญาณเท่านั้น

พลันม้าทรงก็พร้อมที่จะกระโจนไปข้างหน้าอย่างไม่รั้งรอ ปากเผยอจนเห็นฟันและหางที่เป็นพวงชี้สูงนั้น นับว่าสอดคล้องแล้วกับความตื่นคะนองของม้าศึก  อุปมาดั่งนักมวยหรือเสือที่กำลังจ้องจับเหยื่อ มักเขม็งเกร็งกล้ามเนื้อ ย่อมดูมีพลังดุดันน่ากล่าวมากกว่า เมื่อมันตะปบเหยื่อได้แล้ว เหล่าอีหลีดจึงไม่ควรมาแหย่หาเรื่องตัดหางม้าทิ้ง เพื่อหล่อใหม่ แล้วให้ท่อนหางของมันลู่ลีบยืนจ๋องอย่างไร้ศักดิ์ไร้ศรี

ควรพึงสำเหนียกไว้ด้วยว่า ม้าทรงตัวนี้กำลังประกอบวีรกรรมกอบกู้ชาติ หาใช่อนุสาวรีย์ของนายทัพที่นั่งผึ่งผายอยู่บนหลังม้า เพื่อรับคำสรรเสริญพระบารมีอย่างกึกก้องจากฝูงชนที่คับคั่งตามท้องถนน โห่ร้องต้อนรับผู้มีชัย ซึ่งม้าเหล่านั้นมักมีลักษณะสวยงามเหมือนม้าที่ฝึกในละครสัตว์

ภายใต้สภาวะที่ศิลปินถูกกดดันจาก "มือที่มองไม่เห็น" หางม้าทรงจึงเป็นสัญลักษณ์เพียงหนึ่งเดียวที่ใช้เป็นเครื่องมือประกาศยกย่องฤทธานุภาพและความสง่างามของพระเจ้าตากสินมหาราชอย่างสมบูรณ์แบบ



ที่มา จากคอลัมน์ "ปริศนาโบราณคดี"  นิตยสารมติชนสุดสัปดาห์

ออฟไลน์ aquarious

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 3453
  • ความนิยม +5/-0




ครูศิลป์ปั้นม้าทรงอนุสาวรีย์พระเจ้าตากสิน สำหรับขยายแบบภายในห้องทำงานชั้นนอก

ออฟไลน์ aquarious

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 3453
  • ความนิยม +5/-0
ลักษณะม้าทรงของอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
โดย ศ.ศิลป์ พีระศรี



ข้าพเจ้าคิดว่าคงไม่เคยมีงานศิลปะชิ้นใดที่สร้างขึ้นในประเทศไทยจะประสบการวิพากษ์วิจารณ์มากมาย เหมือนอนุสาวรีย์ของพระเจ้าตากสิน สิ่งที่ประชาชนยังข้องใจอยู่มากก็คือ หางม้า  ซึ่งส่วนมากคิดว่า ไม่ควรยกขึ้นเพราะม้าไม่อยู่ในขณะวิ่ง
 
        ถ้าหากว่าหางนี้อยู่ผิดลักษณะ เราก็สามารถแก้ให้ถูกต้องโดยง่ายด้วยการตัดออก แล้วต่อใหม่ให้ ห้อยต่ำลงมา แต่ในเรื่องงานศิลปทุกชิ้นขึ้นอยู่กับความคิดเห็นของศิลปินผู้สร้างงาน ดังนั้นข้าพเจ้าจึงขออธิบายความคิดเห็นอันนี้ ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ที่จะทำให้เกิดความเข้าใจในสิ่งที่คิดว่าไม่ใคร่ถูกต้องนี้เสียได้
 
        แน่นอนทีเดียว เราสามารถจะทำม้าในท่าต่างๆให้เป็นที่ถูกใจนักวิจารณ์ทั้งหลายได้มากมายหลายท่า แต่เมื่อเป็นงานของเราจึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่จะต้องทำไปตามความคิดเห็นของเราเอง
     
       ส่วนสัด ก่อนอื่นข้าพเจ้าใคร่จะจูงความสนใจของท่านผู้อ่านทั้งหลาย มายังส่วนสัดระหว่างพระบรมรูป กับ ม้าทรงเสียก่อน เพื่อให้สอดคล้องกับความจริงในประวัติศาสตร์ เราจึงจำเป็นต้องทำม้าให้มีลักษณะเป็นม้าไทย ไม่ใช่ม้าอาหรับ ม้าออสเตรเลีย ม้านอร์แมน หรือ ม้าพันธุ์อื่นใดเลย  ถึงเราจะได้ทำม้าให้มีขนาดค่อนข้างใหญ่ในเมื่อเปรียบเทียบกับม้าไทยธรรมดาแล้วก็ตาม
 
       แต่ถึงกระนั้นส่วนสัดระหว่างพระบรมรูป กับ ม้าทรงก็ยังไม่เหมือนกับส่วนสัดที่เคยเห็นในอนุสาวรีย์ขี่ม้าในยุโรปและอเมริกา

       อากัปกิริยา   เมื่อกล่าวถึงอากัปกิริยาของม้าแล้วคนส่วนมากก็ใคร่จะเห็นม้าในลักษณะที่กำลังยกขาขึ้นก้าวเดินเหมือนกันม้าตามแบบฉบับของกรีกและโรมัน เราขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าศิลปินแต่ละคนก็มีความคิดเห็นของตนเองซึ่งไม่เหมือนกับศิลปินอื่นๆ ถึงแม้จะคิดในเรื่องเดียวกันก็ตามถ้าไม่เช่นนั้นก็คงเป็นการพอเพียงที่จะทำแบบพิมพ์ของรูปที่ถือเป็นแบบฉบับไว้และหล่อออกมาได้เหมือนกันทุกรูปต่อไป
 
      แต่นี่ข้าพเจ้าคิดทำอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินในลักษณะขององค์วีรบุรุษไทยมิใช่ลักษณะของจักรพรรดิโรมันข้าพเจ้าสร้างมโนภาพให้เห็นพระองค์ในลักษณะอันเปี่ยมด้วยมนุษยธรรมอย่างแท้จริงเพื่อกอบกู้อิสรภาพของชาติไทยในยามที่ความหวังทั้งหลายดูเหมือนจะสูญไปแล้วจากจิตใจของชาวไทยทั้งมวล
 
      ข้าพเจ้าคิดเห็นองค์วีรบุรุษของเราในขณะทำการปลุกใจทหารหาญให้เข้าโจมตีข้าศึกเพื่อชัยชนะดังนั้นความรู้สึกที่แสดงออกในพระพักตร์จึงเต็มไปด้วยสมาธิในความคิดและเต็มไปด้วยลักษณะของชายชาติชาตรี
 
       องค์พระเจ้าตากสินและม้าทรงอยู่ในอาการที่เคร่งเครียดพระองค์ทรงกระชับบังเหียนเพื่อจะรุดไปข้างหน้าและม้าทรงก็ตื่นเต้นคึกคักพร้อมที่จะโผนไปข้างหน้าเช่นกันเมื่อเป็นดังนั้นหูและหางที่ชันชี้จึงสอดคล้องกับความตื่นคะนองของสัตว์

 
       ผู้วิจารณ์อีกหลายท่านได้ชี้ให้เห็นว่า ม้ากำลังตื่นจะยกหางขึ้นก็จริงอยู่แต่ก็เพียงส่วนที่เป็นกระดูกเท่านั้นที่ยกขึ้นได้ ส่วนที่เป็นขนควรห้อยลงนี่อาจเป็นการสังเกตที่สมเหตุสมผลทีเดียว แต่ในความเห็นของเรามีว่าหางของสัตว์ใดๆก็ตามอาจยกขึ้นโดยแรงเหวี่ยง(Momentum)ของกระดูกที่ส่งผลให้แก่ส่วนที่เป็นขน
 
         ความจริงเราอาจสังเกตเห็นได้ง่าย เมื่อม้าถูกรบกวนจากแมลงวัน หรือ แมลงอื่นย่อมปัดหางขึ้น ลง ซ้าย ขวาได้เป็นอิสระตามใจมัน โดยลักษณะที่กล่าวแล้วนี่เองตามความคิดที่จะทำเรื่องนี้ เราปรารถนาให้หางมีลักษณะเหมือนStream-likeเพื่อเสริมความรู้สึกที่จะเคลื่อนไปข้างหน้า ดังนั้นเราจึงเลือกทำหางตามที่เราได้ทำไว้นั้น
 
          ยังมีประชาชนกล่าวอีกด้วยว่า ลักษณะการวางของขาควรให้แตกต่างกันไปบ้างก็อีกนั่นแหละ เป็นการง่ายมากที่จะปั้นขาหลัง หรือขาหน้าให้อยู่ในท่าที่ไม่เหมือนกันที่ไม่ทำเช่นนั้นเพราะเราคิดว่าม้าทรงถึงจุดยอดของอาการที่จะพุ่งตัวออกดังนั้นจึงจำเป็นต้องตรึงกีบมันกับพื้น เพื่อให้มีพลังที่จะโผนไปข้างหน้าถ้าหากขาหนึ่งแปลกออกไป จะลดคุณค่าความเป็นจริงในรูปความคิดของเราลงอย่างมาก
 
          ยิ่งกว่านั้นข้าพเจ้าประสงค์จะเน้นความจริงว่าข้าพเจ้าต้องการให้พระบรมรูปแทนองค์วีรบุรุษในขณะประกอบวีรกรรมมิใช่อนุสาวรีย์ของนายทัพที่นั่งผึ่งผายอยู่บนหลังม้าเพื่อรับคำสรรเสริญอย่างกึกก้องจากฝูงชนที่คับคั่งตามท้องถนนโห่ร้องต้อนรับผู้มีชัยซึ่งส่วนมากท่าทางของม้าที่ปั้นนั้นมีลักษณะเหมือนม้าที่สง่างามของละครสัตว์
 
          ถ้าหากท่านผู้อ่านที่มีความกรุณาทั้งหลายได้เข้าใจถึงรูปความคิดอันเป็นบ่อเกิดของพระบรมรูปพระเจ้าตากสินแล้วก็อาจเข้าใจได้ด้วยว่าม้าทรงของพระองค์ถึงแม้จะมีลักษณะไม่เคลื่อนไหว(ไม่วิ่ง)แต่ก็เต็มไปด้วยพลังอันแกร่งกล้าและข้าพเจ้าอยากกล่าวว่าแกร่งกล้ายิ่งกว่าที่เคลื่อนไหวไปแล้วเสียอีก
 
          อันที่จริงจากที่กล่าวมาแล้วนี้ ท่านผู้อ่านจะได้คิดว่าผู้ชายจะปรากฏกำลังอำนาจของระบบกล้ามเนื้อและจะดุดันน่ากลัวก็ในขณะที่เตรียมพร้อมที่จะต่อสู้ด้วยความตื่นเต้นอย่างรุนแรงมากกว่าเมื่อกำลังทำการต่อสู้กันเหมือนกับระบบกล้ามเนื้อของเสือที่กำลังจ้องจับเหยื่อ ในขณะที่มันพร้อมจะกระโจนออกย่อมมีความเกร็งแกร่งมากกว่าเมื่อมันตะปบเหยื่อได้แล้ว
 
          โดยการเปรียบเทียบพระบรมรูปและ ม้าทรงของพระเจ้าตากสิน กับพระพุทธรูปของพระบาทสมเด็จพระปิยมหาราชจะได้เห็นโดยชัดเจนว่าอนุสาวรีย์แรกเป็นอนุสรณ์แด่ชายชาตินักรบที่ออกศึกเพื่อกอบกู้อิสรภาพให้แก่ชาติ ส่วนอนุสาวรีย์หลังเป็นอนุสรณ์แด่องค์พระมหา+++ผู้ซึ่งพระราชกรณียกิจของพระองค์ได้อำนวยประศาสโนบายปกครองบ้านเมืองอย่างเลอเลิศ ด้วยเหตุฉะนั้นเองที่ความสุขุมคัมภีรภาพ และความสง่าผ่าเผยจึงปรากฏสมบูรณ์ในอนุสาวรีย์ของพระบรมรูปทรงม้าพระปิยมหาราช.
 
จากวารสารศิลปากร ปีที่ ๘เล่มที่ ๔ กันยายน ๒๔๙๗ หน้า ๕๐-๕๓

.....................................................................

แต่เดิมศาสตราจารย์ศิลป พีระศรีได้ออกแบบพระบรมราชานุสาวรีย์พระเจ้าตากสินมหาราช ไว้ถึง ๕ แบบในพระอิริยาบทต่างๆกัน ในงานฉลองรัฐธรรมนูญได้มีการนำแบบร่างของอนุสาวรีย์เหล่านั้น ออกแสดงที่ร้านของกรมศิลปากรเพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการก่อสร้าง และเป็นการหยั่งเสียงความรู้สึกว่าประชาชนชอบอนุสาวรีย์แบบไหน ก็บริจาคเงินให้แบบนั้น


อาจารย์พิษณุ ศุภนิมิตร เขียนไว้ใน บทวิพากษ์ศิลปกรรมของศาสตราจารย์ศิลปะ พีระศรี ว่า

        “การสร้างอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินฯนี้ เป็นงานใหญ่ที่ท่านเองต้องปวดหัวในการค้นหาข้อมูลทางประวัติศาสตร์ต่างๆ ข้อมูลทุกอย่างต้องผ่านการโต้เถียง
 
        พระพักตร์ของพระเจ้าตากสินฯจะเป็นอย่างไรไม่เคยมีใครได้เห็นมาก่อน ม้าทรงของพระองค์จะเป็นม้าแบบไหน พันธุ์อะไร แต่การออกแบบอนุสาวรีย์ที่ไม่ต้องประทับบนพระแท่นหรือประทับยืน หากเป็นประทับอยู่บนม้าดูว่าจะมีความอิสระพอควรสำหรับการออกแบบ ”

 
อาจารย์ทวี นันทขว้าง บันทึกไว้ในหนังสือ อาจารย์ศิลปกับลูกศิษย์ ว่า

        “ ตอนนั้นผมสอนอยู่เพาะช่าง มีคนเขามาบอกผมว่าอาจารย์ศิลปอยากให้ไปเป็นแบบปั้น พอไปหา ท่านก็พูดว่า ฉันจะปั้นพระเจ้าตากสิน  คือที่ประชุมกรรมการเขาถกเถียงกันพยายามค้นคว้าหน้าตาพระเจ้าตากสินมาให้อาจารย์ปั้น แต่ก็หาไม่ได้ มีแต่รูปที่เสก็ตช์บอกว่ามีลักษณะเป็นจีนๆเท่านั้น ตกลงก็เอาแน่ไม่ได้ว่าหน้าตาท่านเป็นอย่างไร ก็ให้อาจารย์ศิลปimagine ( จินตนาการ ) เอง อาจารย์ศิลปก็ imagineว่า พระเจ้าตากสินหน้าตาควรจะให้มีลักษณะคนไทยผสมจีน
 
        ฉันนึกดูแล้วว่าหน้าตาพระเจ้าตากสินจะต้องเหมือนนายกับนายจำรัสบวกกัน ( นายจำรัส ก็คือ อาจารย์จำรัส เกียรติก้อง ) ฉันว่าอย่างนั้น นายต้องมาเป็นแบบให้ฉัน
 
        ผมก็เลยต้องไปเป็นแบบให้อาจารย์ท่าน ไปยืนทำท่าเบ่งยืดอกเป็นพระเจ้าตากสินอยู่ ๓-๔วัน ให้อาจารย์ท่านปั้น พร้อมๆกับอาจารย์จำรัส เกียรติก้อง ”
 

ในส่วนของการปั้น อาจารย์สนั่น ศิลากรได้บันทึกไว้ในหนังสือเล่มเดียวกันว่า

        “ ขั้นตอนของการสร้างของท่านก็คือ เสก็ตช์รูปปั้นของพระเจ้าตากทรงม้าด้วยขนาด ๓ ใน๔ ของคนจริงและม้าจริงก่อน ปั้นให้มีทุกสิ่งทุกอย่าง เช่น ท่าทาง เครื่องทรง อารมณ์ และความหมายของเรื่อง งานในช่วงนี้ท่านต้องคิดค้นตามประวัติศาสตร์ เป็นงานหนักทางสมองมาก เช่น ม้าทรงเป็นม้าพันธ์ไทย ท่านต้องให้กรมศิลปาการทำหนังสือถึงกรมสัตวแพทย์ทหารบก ตั้งอยู่ที่ข้างๆอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
 
        ม้าที่ไปดูเป็นม้าพันธุ์อาหรับอย่างดีที่ทางการสั่งเข้ามาเพื่อเป็นพ่อพันธุ์ เจ้าหน้าที่จูงออกมาที่ประตูคอกอย่างทะนุถนอม โผล่ให้เห็นแค่ช่วงคอเท่านั้น บอกว่าเพิ่งเข้ามาใหม่ยังตื่นๆอยู่ ราคาตัวนี้ ๑ แสนบาท ตอนขากลับท่านกระซิบกับผมว่า ราคาสูงสำหรับทำพันธุ์ สำหรับเราไม่มีราคาเลย เพราะเราต้องการม้าพันธุ์แบบไทย
 
        ในที่สุดขอดูม้าเป็นแบบปั้นได้ที่กรมทหารม้ารักษาพระองค์ บางซื่อ มีม้าไทยหลายตัวที่อาจารย์พอใจ ทางกรมทหารม้านี้ให้ยืมม้าพร้อมกับพลประจำมาอยู่ที่โรงหล่อของกรมหลายวัน เพื่อให้ท่านเสก็ตช์ส่วนสัด และส่วนละเอียดของกระดูกกล้ามเนื้อ เสร็จแล้วจึงส่งคืน ”
 
........................................................................
 
ในทางตรงกันข้าม ร.ศ.แสงอรุณ รัตกสิกร ได้เคยเขียนบทความชื่ออนุสาวรีย์ที่ไทยทำ ตอนหนึ่งวิจารณ์ผลงานพระบรมราชานุสาวรีย์ของพระเจ้าตากสินมหาราชไว้ว่า

        “ รูปอนุสาวรีย์ของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี เป็นรูปที่แสดงอิริยาบถดูเหมือนจะเป็นงานปฏิมากรรมจากกรมศิลปากรรูปแรกที่ทำลักษณะนี้ แต่แล้วก็ถูกวิจารณ์กันมาก โดยเฉพาะหางม้าทรงที่ชี้ออกไปทางด้านหลัง ทั้งๆที่ม้ายืนแบบปกติมิได้มีท่าเผ่นโผน นี่เป็นสิ่งที่แสดงความบกพร่องของช่างปั้น เพราะเป็นรูปที่แสดงอิริยาบถแบบครึ่งๆกลางๆ
 
        รูปพระเจ้ากรุงธนบุรีชักพระแสงดาบชี้ไปข้างหน้าเป็นการชี้ลอยๆ เพราะลำตัวและส่วนอื่นของปฏิมากรรมมิได้มีอาการอื่นใด นอกจากอาการที่เป็นปกติ คือเป็นอาการที่จะนั่งหลังม้าให้สนิทและสบายที่สุด รูปม้ายืนสองขาหน้าเสมอกันก็ยืนธรรมดาๆคอเชิดพอสมควร แต่ทำไมหางม้าจึงต้องพุ่งชี้ออก คล้ายๆม้าที่ควบขี่ฝีเท้าจัดเต็มที่
 
        ...ในอิริยาบทแบบนี้ไม่สร้างความประทับใจแก่ผู้ดูเลย..
        เป็นการถอดวีรกรรมของพระเจ้าแผ่นดินผู้กล้าหาญที่ไม่สมบูรณ์ และ พอจะพูดอย่างภาษาชาวบ้านได้ว่า มือไม่ถึง ”

 


มีบางคำวิจารณ์เกี่ยวกับหางม้าที่ยิ่งไปกว่านั้น จากบทความ บทวิพากษ์ศิลปกรรมของศาสตราจารย์ศิลปะ พีระศรี เขียนโดย อาจารย์พิษณุ ศุภ. ได้บันทึกไว้ว่า “ อาจารย์สวัสดิ์ ตันติสุข ได้เล่าถึงเหตุการณ์บางส่วนจนกระทั่งถึงข้อยุติว่า อาจารย์สิทธิเดช แสงหิรัญ เป็นผู้ปั้นหางม้า และหล่อมาติดล่าสุด หางม้านี้ขนาดจริงใหญ่โตมาก
 
        เมื่อเปิดอนุสาวรีย์อย่างเป็นทางการแล้ว มีข่าวลงหน้าหนังสือพิมพ์จากผู้เชี่ยวชาญสัตว์ กล่าวติว่า หางม้าชี้มากเกินไปเป็นอิริยาบถของม้ากำลังจะขี้  ทำให้ลบความสง่างามส่วนอื่นไปเสียสิ้น ทางการได้ตัดเอาข่าวนี้มาส่งให้ศาสตราจารย์ศิลป เพื่อชี้แจงและแก้ไขให้ม้าหางไม่ชี้
 
        ท่านปวดหัวอยู่หลายวันเพราะงานทุกอย่างได้เสร็จสิ้นไปแล้ว “ เรื่องนี้ศิษย์ทุกคนรู้ต่างก็เป็นทุกข์ ”  ศาสตราจารย์ศิลปได้ทำบันทึกชี้แจงพร้อมกับหาแบบอนุสาวรีย์สำคัญๆของโลกที่ปั้นหางม้าชี้ไม่น้อยกว่า๕แบบ และบางแบบหางชี้กว่าม้าทรงของพระเจ้าตากอีก
 
        เมื่อชี้แจงไปแล้วเรื่องก็ยังไม่จบลง  ด้วยเหตุที่ผู้เชี่ยวชาญสัตว์ผู้นั้นยังคงเขียนบทความไม่เห็นด้วยอยู่ดี ทางราชการก็ดูเหมือนจะเห็นควรให้แก้หางม้าให้ต่ำลงตามคำวิจารณ์ ท่านศาสตราจารย์ศิลปได้เรียกลูกศิษย์หลายคน รวมทั้งอาจารย์สวัสดิ์ มาประชุมปรึกษาเพื่อสรุปคำชี้แจงโดยสรุปว่า “ ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญสัตว์ที่แจ้งมานั้นถูกต้อง เข้าใจอิริยาบถของสัตว์อย่างดีที่สุด ม้าจะขี้ต้องยกหางให้สูงขึ้นแน่นอน ในยามปกติ
 
        แต่ม้าพระเจ้าตากที่ท่านปั้นขยายขึ้นนี้หาได้อยู่ในอิริยาบถตามปกติไม่ ทั้งองค์พระเจ้าตาก และม้า อยู่ในสภาวะที่จะออกศึกไม่เป็นไปตามธรรมชาติปกติ เพื่อให้เห็นถึงความงามของพระบรมราชานุสาวรีย์แห่งนี้โดยสมบูรณ์ ว่าทรงเป็นนักรบที่กอบกู้อิสรภาพ และพร้อมแล้วจะเป็นผู้นำพระองค์แรกในการออกศึก ทั้งม้าก็พร้อมที่จะออกศึกด้วยอย่างเห็นได้ชัดจากอากัปกิริยา หู หางม้าจึงจำเป็นต้องอยู่ในลักษณะนั้น
 
        เมื่อได้ชี้แจงครั้งที่สองนี้ ทางราชการระดับสูงตลอดจนผู้เชี่ยวชาญสัตว์ก็ยอมรับหางม้าพระเจ้าตากก็ไม่ต้องเลื่อยมาอ๊อกใหม่อยู่ในสภาพเดิมทุกประการ ”

………........................................

ปฏิบถ เรียบเรียง
 
ข้อมูล
: วารสารมหาวิทยาลัยศิลปากร ฉบับพิเศษ ๑๐๐ ปี ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี กันยายน ๒๕๓๕ - กุมภาพันธ์ ๒๕๓๖
: วารสารศิลปากร ปีที่๘ เล่มที่๔ กันยายน ๒๔๙๗ หน้า ๕๐-๕๓

ออฟไลน์ kitty

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1241
  • ความนิยม +0/-0
ต่อมา.....ร.ศ.แสงอรุณ รัตกสิกร
ก็ได้รับการ เชิดชู เป็นพิเศษ
อยูที จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย

ออฟไลน์ aquarious

  • Global Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 3453
  • ความนิยม +5/-0
ต่อมา.....ร.ศ.แสงอรุณ รัตกสิกร
ก็ได้รับการ เชิดชู เป็นพิเศษ
อยูที จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย


5555

เห็นหรือยังว่า  คำวิจารณ์ ที่ว่า.......


"..ในอิริยาบทแบบนี้ไม่สร้างความประทับใจแก่ผู้ดูเลย..
        เป็นการถอดวีรกรรมของพระเจ้าแผ่นดินผู้กล้าหาญที่ไม่สมบูรณ์ และ พอจะพูดอย่างภาษาชาวบ้านได้ว่า มือไม่ถึง ”



ทำให้เขาได้ดิบได้ดี เพียงใด
 

ออฟไลน์ cabal 2013

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 85
  • ความนิยม +0/-0
 //\2 //\2 //\2  ความรู้นี้ดีจิงๆๆคับ 
Non