'Posted

ผู้เขียน หัวข้อ: ‘ผักผลไม้ไทย’ในอาเซียน!  (อ่าน 1590 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ บัวตอง

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 894
  • ความนิยม +2/-0
‘ผักผลไม้ไทย’ในอาเซียน!
« เมื่อ: พฤษภาคม 30, 2012, 11:35:20 am »
‘ผักผลไม้ไทย’ในอาเซียน!
โดย สนานจิตต์ บางสพาน



พอเข้าฤดูร้อน ผลไม้ไทยหลากชนิดก็จะทยอยออกสู่ท้องตลาด มะม่วงทั้งดิบและสุกมาแล้ว อีกสักพักทุเรียนก็จะมา ไม่นับที่เห็นชินตาในตลาดตั้งแต่แตงโม กล้วยหอม กล้วยน้ำว้า กล้วยไข่ มะขามหวาน ส้มสารพัดทั้งเขียวหวาน โชกุน ชมพู่ น้อยหน่า ฝรั่งพันธุ์เวียดนาม องุ่นทั้งมีเมล็ดและไร้เมล็ด อีกไม่นานมังคุด ลางสาด ลองกอง ลำไย และลิ้นจี่ก็จะตามมา เอาเท่าที่นึกออก

ส่วนผักไทยก็ไม่ต้องห่วง มีให้กินสารพัดตั้งแต่ผักพื้นฐานพวกคะน้า กะหล่ำปลี มะเขือต่างๆ ถั่วฝักยาว ผักสลัด ต้นหอม ผักชี ผักบุ้ง หัวไชเท้า ฟัก หน่อไม้ พริกขี้หนู และอีกสารพัดพริก รวมถึงพริกรสชาติเผ็ดแบบควันออกหูของอีสานสีเขียวนวลๆ สนจ. ไม่รู้จักชื่อสายพันธุ์ แต่ชอบกินมากๆ และอีกสารพัดผักของชาวบ้านที่ปลูกได้เอง ไม่ว่าจะแครอท บีทรูท หรือผักกาดแก้ว ฯลฯ ยังไม่นับรวมพวกสมุนไพร อาทิ ขิง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด มะอึก มะกรูด ตะลิงปลิง มะดัน มะขามเปียก ฯลฯ

พืชผักผลไม้เหล่านี้คนไทยกินทิ้งกินขว้าง มีบางอย่างเท่านั้นที่ราคาแพงในหน้าร้อน พอพ้นไปแล้วก็ถูกชนิด 3 กอง 10 บาท เช่น มะนาว เป็นต้น อาหารการกินประเภทผักและผลไม้ไทยต้องบอกว่าบ้านเราเวลาผลิตผลออกสู่ท้องตลาดเยอะจนราคาต่ำเตี้ยติดดิน มีเยอะจนสำนวนชาวบ้านบอกว่า “ยัดตูดตาย”...ฮา สนนราคาฝรั่ง ญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง และไต้หวันเห็นเข้าถึงกับ “ตาเหลือก” ตกใจ เพราะถูกมากถึงถูกอิ๊บอ๋าย

เขียนเรื่องนี้เพราะ สนจ. เคยไปเดิน “ตลาดปลา” และ “ตลาดผลไม้” ที่โตเกียว เคยไปเดิน “ตลาดดอกไม้” ใหญ่ที่สุดในโลกที่เนเธอร์แลนด์ เคยไปเดินถนนสายโอเด้งที่ยาวที่สุดในฟุกุโอกะ



เสร็จแล้ว สนจ. ก็เลยนึกถึงศูนย์กลาง “ตลาดสดผักและผลไม้ไทย” ในเมืองหลวงและเมืองใหญ่ๆของ 10 ประเทศใน “ประชาคมอาเซียน” ซึ่งจะเปิดการค้าเสรีในปี 2558 กับอีก 3 ประเทศคือ จีน อินเดีย และออสเตรเลีย

รู้อยู่แล้วว่าทุกวันนี้ก็มีการ “ส่งออก” ผักและผลไม้ไทยไปยัง “ตลาด” ของประเทศเหล่านี้  รัฐบาลและเอกชนน่าจะหาทาง “จับมือ” กันไปเปิดเป็นศูนย์การค้าเหมือน “ห้างสรรพสินค้า” ขนาดย่อมๆในเมืองหลวงและเมืองหลักของประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้ ให้เป็น “แลนด์มาร์ค” ไปเลยว่าถ้ามา “ตลาดผักและผลไม้ไทย” ผู้คนในประเทศของเขา ไม่ว่าจะกัวลาลัมเปอร์ จาการ์ตา บรูไนดารุสซาลาม แรงกูน โฮจิมินห์ ฮานอย มะนิลา พนมเปญ เวียงจันทน์ จะสามารถ “หาซื้อ” ผักและผลไม้ไทยได้ทุกชนิด

นอกเหนือจากการกระจายไปสู่พ่อค้ารายย่อย ศูนย์กลางผักและผลไม้ไทยเหล่านี้น่าจะเป็นแหล่ง “ระบาย” ผลไม้ไทยที่ล้นตลาด เพราะพอถึงฤดูของผักและผลไม้แต่ละชนิดในแต่ละปีรัฐบาลต้องมาเกณฑ์คนไทยให้ช่วยกัน “กิน”...ฮา



รู้กันใช่ไหมครับว่ามังคุดบ้านเรากิโลฯละ 30-50 บาท แต่ที่ญี่ปุ่นขายกันเป็น “ลูก” ครับ กล้วยหอมไทยซึ่งดีกว่ากล้วยอินโดฯ เหนือชั้นกว่ากล้วยที่มาจากอเมริกาใต้ ก็ขายกันเป็นลูกเหมือนกัน ลูกละประมาณ 70 บาท ถ้าเป็นหวีนี่ไม่ต้องพูดถึง ส่วนทุเรียนหมอนทองบ้านเราเอาไปยีหัวเล่น หรือเอาไปกวน เพราะทิ้งไว้ก็เน่า ที่โน่นลูกละไม่ต่ำกว่า 3,000 บาท...ฮา

เหลืออีกไม่ถึง 3 ปี ไม่คิดจะหันไปทุ่มเทเรื่องทำมาหากินกันบ้างหรือครับรัฐบาล มัวแต่ทำแม่งให้ยุ่งเข้าไว้อยู่นั่นแหละ ก็รู้อยู่แล้วว่ากลับมาก็...ตาย แล้วจะกลับมาทำมายยยยยย...

นึกไม่ออกให้ไปเอาเทปข่าววันที่ “นินอย อาคีโน” เท้าแตะสนามบินมะนิลาดูซ้ำอีกสัก 10 เที่ยวก็ได้

อย่าคิดว่าไม่มีคนที่คิดแบบนี้ในเมืองไทยตอนนี้ คนที่มีทั้งอำนาจและเงินที่เขาเกลียดขี้หน้าระดับสามารถใช้ “วิจิลันเต้” เอาได้ง่ายๆ สบายๆเบิร์ดๆ



วิจิลันเต้แปลว่าอะไร ให้ไปถาม “ดอน คอร์ลิโอเน่”...ฮา


(บทความนี้ เขียนขึ้นเมือ 26 มีนาคม 2012)
 
www.dailyworldtoday.com/newsblank.php?news_id=13970